porn ipad
free celeb sextapes
cartoon porn videos free
28 Mar 2013

วิธีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานอย่างถูกต้อง

เทคนิคและวิธีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานอย่างถูกต้อง

มาเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานกันเถอะ

          

สวัสดีครับ ท่านนักท่องเวป บทความนี้ถือเป็นบทความแรกในชีวิตผม เนื้อหาส่วนหนึ่งจะได้มาจาก การแปล บทความ เนื่องจาก ผู้เขียนยังมีประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานน้อยมาก บทความนี้จึงจะยัง ไม่ลงรายละเอียดอะไรมากนะครับ ผมคิดว่าหลายๆบ้าน คงจะมีสัตว์เลี้ยงประจำบ้านกัน ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว ปลา นก หนู กระรอกฯลฯ หลายๆคนคงเคยไป ตลาดหรือร้านขายสัตว์เลี้ยง หลายคนอาจจะเคย เดินเฉียด หรือ เดิน เข้าร้านสัตว์เลื้อยคลาน ผมคิดว่าหลายๆคน เห็นแล้วอาจจะเกิดรักแรกพบ กับเจ้าเลือดเย็นเหล่านั้น แล้วคิดจะหิ้ว กลับมาซักตัวสองตัวแต่เมื่อเห็นราคาของเจ้าพวกนี้บางคนอาจจะแปลกใจเจ้าพวกนี้หลายๆตัวมันไม่ได้มีราคาถูกๆเลย และ วิธีการเลี้ยงเจ้าพวกนี้มันไม่ได้เหมือนกับการที่คุณเลี้ยงสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น เพราะเจ้าพวกนี้ค่อนข้างจะปรับตัวยากพอสมควร บางชนิดอาจจะถูกจับมาจากธรรมชาติไม่ได้เกิดจากการเพาะพันธุ์ เพราะฉะนั้นมัน เป็นหน้าที่ของคุณแล้วหละครับ ที่จะต้องศึกษาชีววิทยาให้ดี ว่าในธรรมชาติของมัน มันอาศัยอยู่ยังงัย ชอบร้อนชื้นประมาณไหน สัตว์เลื้อยคลานเป็นสัตว์เลือดเย็น ต้องการความร้อนเพื่อให้ความอบอุ่นแก ่ร่างกายและใช้ในการ เผาผลาญอาหาร พวกมันไม่สามารถสร้างความร้อนให้ร่างกายเองได้เหมือนพวก เราๆและสัตว์เลือดอุ่น มันต้องอาศัย ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างซึ่งแหล่งความร้อนที่สำคัญที่สุด ก็คือแสงแดดนั้นเองฉะนั้นสัตว์เลื้อยคลานหลายๆ ชนิดจึงต้องการแดด คุณจึงต้องจัดแดดให้มัน โดยอาจ นำไปตากแดด หรือ อาจจะให้ความร้อนจากหลอดไฟ ก็เป็นได้

            ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัตว์แต่ละชนิดด้วยนะครับว่าต้องการแสงและความร้อนประมาณไหน ซึ่งความรู้เกี่ยวกับ ความร้อนและแสงผมจะเขียนในบทความในฉบับต่อๆไปนะครับ นอกจากนี้แล้ว เรื่องอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆ นะครับ ผมได้กล่าว มาแล้วนะครับว่า สัตว์เลื้อยคลานหลายๆชนิดเป็นสัตว์ป่า การที่มันจะยอมรับอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่ไม่มีชีวิตนั้นค่อนข้างจะยากมาก คุณต้องทำใจ แล้วหละครับว่า ต้องให้อาหารที่มีชีวิตแก่มัน ไม่ว่าจะเป็น หนู จิ้งหรีด หนอนนก หนอนแว็กซ์ ผมเคยได้อ่านกระทู้ในเวปบอร์ดหลายๆแห่ง เห็นมีคนโพสบ่อยๆ ว่า งู ไม่ยอมกินเนื้อไก่ ทำงัยดี??? จะต้องให้มันกินหนูหรือ กลัวบาปจัง อะไรประมาณนี้ เรื่องให้อาหารมีชีวิต แล้วบาปนี้ผมเห็นบางเวปเถียงกันจะเป็นจะตาย ผมว่าเรื่องแบบนี้มันแล้วแต่มุมมองนะครับ แต่เมื่อคุณเลือกที่จะ เลี้ยงมันแล้วคุณก็ต้องยอมรับให้ได้ อย่าลืมนะครับ มันไมได้เป็นฝ่ายขอร้องให้คุณซื้อ มันมาเลี้ยง แต่คุณเองตะหาก ที่เลือกที่จะเลี้ยงพวกมัน ฉะนั้น มันจึงเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องเอาใจ ทำตามความต้องการของพวกมันเหล่านั้น

             มาถึงเรื่องที่อยู่อาศัยกันบ้างนะครับ ผมได้กล่าวไว้แล้วนะครับว่า เจ้าพวกนี้มันไม่ได้เหมือน สัตว์เลี้ยงทั่วๆไป การจัดที่อยู่อาศัยให้มันจึงค่อนข้างพิเศษหน่อย อันนี้ก็แล้วแต่ชนิดนะครับ บางชนิด อาจจะชอบอยู่บนต้นไม้ เช่น งู หรือกิ้งก่าหลายๆชนิด ในที่เลี้ยงของมันคุณจะต้องใส่ต้นไม้ จะจริงหรือ ปลอมก็แล้วแต่ความสะดวกครับ แต่ควรจะจัดสภาพให้เหมือนบ้านในธรรมชาติของมันมากที่สุด บางชนิด อาจจะต้องจัดที่อยู่ของมันให้โดนแสงแดดบ้าง เพราะมันต้องการความอบอุ่นจากแสงแดด แต่บางชนิด อาจจะต้องการที่อยู่ที่ค่อนข้าง มืดหรือชื้นๆและสงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่เลี้ยงของมันควรจะจัดให้รกๆ มีวัสดุให้ความชื้นบ้าง เช่น พวกมอส สภาวะทีไม่เหมาะสม อาจจะทำให้มันเครียด ไม่ยอมกินอาหาร และตายในที่สุด แต่บางชนิดอาจจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่ ไม่ต้องการอะไรมากสามารถปล่อยให้เดินเล่นตามสนาม หญ้า เช่นเต่าบกหลายๆชนิด หรือ บางชนิดแค่เลี้ยงในตู้ปลา แล้วปูกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรองรับของเสีย อันนี้ก็แล้วแต่ชนิดของสัตว์เลี้ยงของคุณสัตว์บางชนิดมีขนาดใหญ่มากเมื่อโตเต็มที่ เช่นพวกงูเหลือม หรือ เต่ายักษ์ พวกซูลคาต้า เต่าหกดำ คุณควรจะเตรียมที่สำหรับรองรับขนาดอันใหญ่โตของมันในอนาคตไว้ด้วย สัตว์บางชนิดมีอายุที่ยืนยาวมาก อย่างเช่นเต่า คุณต้องเตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ ว่ามันจะอยู่กับคุณอีกนาน อาจจะอายุมากกว่าคุณซะด้วยซ้ำ อย่าลืมเขียนพินัยกรรม มอบเจ้าพวกนี้ให้ทายาทของคุณด้วย นะครับ (โอเว่อร์ไปป่าวเนี่ย?) ที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษา ลักษณะนิสัยใจคอของสัตว์ชนิดนั้นๆ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของคุณหละครับ ผมแนะนำให้ศึกษาก่อนที่คุณจะซื้อพวกมันมาเลี้ยงนะครับ จะได้ไม่ต้องมีกระทู้ที่ถามว่า ซื้อ....มาแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงไว้ในไหน ควรจะจัดตู้ยังงัยดี ใส่อะไรไว้ให้มันหลบดี อะไรประมาณนี้ หละครับ อ้อ!!! คิดให้ดีก่อนที่จะเลี้ยงนะครับ ว่าคุณจะเลี้ยงมันไปตลอด จะไม่เบื่อมันในซักวัน ถ้าหากวันใดคุณเบื่อมันจริงๆ หรือ มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเลี้ยงมันได้แล้ว ได้โปรดกรุณา(กราบแทบเท้า) อย่าปล่อยสัตว์เหล่านั้นสู่ธรรมชาติเด็ดขาด คุณอาจจะนำไปขาย หรือให้ใครก็ได้ หรือถ้าไม่มีใครเอาจริงๆ ได้โปรดทำลาย มันซะ(โหดไปรึปล่าวหว่า) การที่คุณปล่อยสัตว์ต่างถิ่นลงสู่ระบบนิเวศ สัตว์บางชนิดอาจจะปรับตัวไม่ได้และตายไป แต่ถ้าเกิดมันสามรถปรับตัวได้และสามารถ ออกลูกออกหลานได้ นั้นหมายถึงหายนะทางระบบนิเวศที่กำลังจะตามมา สัตว์เหล่านี้ จะกลายเป็น เอเลี่ยน สปีชี่ (Alien Species) ซึ่งหมายถึง สิ่งมีชีวิต จากต่างแดนที่นำเข้าสู่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และมักมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง ง่ายๆคือ มันจะไปแย่ง อาหาร ที่อยู่ หรือแม้แต่ล่าสัตว์พื้นเมือง ทำให้สัตว์พื้นเมืองหายไป ทำให้ระบบนิเวศพังในที่สุด ตัวอย่าง เช่น ที่เกาะกวม ได้มีการนำงูจากเกาะโซโลม่อน ที่มีชื่อว่า Solomon Island brown tree snake( Bioga irregularis ) มาปล่อยเพื่อกำจัดหนู นอร์เวย์ ซึ่งนอกจากมันจะกำจัดหนูจนหมดเกาะแล้ว มันยังได้กำจัดนกพื้นเมืองสองชนิดจนหมดเกาะ และอีกสามชนิด กำลังจะตามมาติดๆครับ หรือ เอาที่ใกล้ๆตัว เราครับ คุณเคยปล่อยเต่ารึปล่าวครับ เคยสังเกตไหมว่าเต่าที่เค้าเรียกว่าเต่านา มันมีลักษณะ อย่างไร ถ้าคุณเห็นเต่าตัวนึงที่ ข้างแก้มมีแถบแดงๆ รู้ไว้เลยนะครับว่า นั้นมันไม่ใช่เต่าท้องถิ่นของไทย มันคือเต่าญี่ปุ่นตัวเล็กๆอันแสนน่ารักที่เราเห็นกัน ดาษดื่นตามร้านขายสัตว์เลี้ยงนั้นเอง หลายๆคนซื้อ เจ้าเต่าชนิดนี้ไปเลี้ยงโดยไม่รู้ว่า มันสามารถเจริญเติบโตได้ขนาดไหน เมื่อมันมีขนาดโตขึ้นมันก็ไม่น่ารัก อีกแล้วในสายตาหลายๆคน และคนมักง่าย หลายๆคนก็ปล่อยมันลงสู่ธรรมชาติ จนตอนนี้มันได้ออกลูกออกหลานเต็มไปหมดแล้ว จนเต่านาของไทยแท้ๆ หายากขึ้นทุกที ต่อไปเด็กๆคงจะนึกว่า เต่าพวกนั้นเป็นเต่านาของไทยแน่ๆเลย น่าเจ็บใจมั้ยครับ จบเรื่องนี้แค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวมันจะยาว

           การเลือกซื้อสัตว์เลื้อยคลานก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ หลายๆชนิด เป็นสัตว์ที่ถูกจับมาจากธรรมชาติ ต้องผ่านการขนส่งหลายทอดกว่าจะถึงร้านขายสัตว์เลี้ยง ซึ่งแน่นอนหละครับมันย่อมจะได้รับการกระทบ กระเทือน เกิดการกัดกัน ทำให้ได้รับบาดเจ็บมีรอยแผลซึ่งแผลเหล่านั้นอาจจะเกิดการติดเชื้อได้ใน อนาคต ฉะนั้นเวลาเลือก สัตว์เลื้อยคลาน ควรเลือกตัวที่ไม่มีแผล หรือ เซื่องซึม เพราะนั้นเป็นอาการ ที่บอกว่ามันกำลังป่วย อย่าเสียดายด้วย ถ้าเกิดคนขายบอกว่า มันเหลืออยู่ตัวเดียวแล้วอีกนานกว่า ของจะมาเอาไปรักษานิดหน่อยก็หาย รอของดี ดีกว่านะครับ อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ เรื่องกฎหมายครับ สัตว์เลื้อยคลานหลายชนิดเลยนะครับ ที่ติดบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง หลายๆชนิดติดบัญชี CITES การครอบครองสัตว์เหล่านี้อย่างถูกกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ถ้าทำได้ควร จะทำ แต่เรื่องนี้ค่อนข้าง จะยากพอควรเลยครับ ผมคิดว่าหลายๆคนมีสิ่งผิดกฎหมายไว้ในครอบครองแน่เลย ใช่มั้ยครับ อิอิอิ

          อีกเรื่องนึงที่พึงสังวรไว้เสมอนะครับ คือ สัตว์เหล่านี้ มีการสูญเสียมากมาย อันเนื่องมาจากขั้นตอน การจับ การขนส่ง กว่าจะมาถึงร้านขายสัตว์เลี้ยงและถึงมือของท่านกว่าครึ่งต้องตายไป ฉะนั้นเมื่อคุณ ได้มันมาครอบครองแล้ว ควรจะดูแลมันอย่างดีนะครับ อีกเรื่องที่สำคัญคือเรื่องโรคติดต่อคุณทราบหรือไม่ ครับว่า เจ้าพวกสัตว์เลื้อยคลานเป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งชื่อว่า ซาโมลเนลล่า หรือ Salmonella parathyphi พอจะคุ้นๆกับเจ้าแบคทีเรียตัวนี้มั้ยครับ เจ้าเชื้อชนิดนี้เมื่อติดต่อ เข้าสู้คนจะทำให้เกิดโรคไทฟอยด์ และโรคอาหารเป็นพิษเฉียบพลันนั้นเอง ในต่างประเทศโดยเฉพาะ อเมริกา เค้าตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร โดยจะมีการแนะนำเกี่ยวกับเชื้อโรคนี้ที่อาจจะมาจาก สัตว์เลื้อยคลาน แต่ในประเทศไทยค่อนข้างจะมีการตื่นตัว น้อยพอสมควร ฉะนั้นการป้องกันเบื้องต้นคือ หลังจากสัมผัสเจ้าเพื่อนรักของคุณ ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ควรจะล้างมือหรืออวัยวะส่วนที่ต้องสัมผัส กับสัตว์ ให้สะอาดเสียก่อน

          เรื่องสุดท้าย ผมเคยเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้าร้านสัตว์เลื้อยคลาน โดยที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายอิดออด ไม่อยากเดินเข้าร้าน เพราะกลัวเจ้างูหน้าร้าน เห็นแล้วก็ขำดี ความจริงผู้หญิงน่าจะต้องกลัวตะหาก นี่เป็นข้อสำคัญเลยหละ ที่คุณต้องพิจารณาในการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน เพราะเจ้าพวกนี้อาจจะน่ากลัว และน่าขยะแขยงสำหรับใครหลายๆคน เหมือนกับหนุ่มสาวคู่นั้น ถ้าสาวเจ้ายังคงยืนยันจะเลี้ยงเจ้างูหน้าร้าน ผมคิดว่าหล่อนคงต้องเลือกระหว่าง งูน้อย กับ เพื่อนชาย เพราะว่าเพื่อนชายของหล่อนคงไม่ยอมพางูตัวนั้นกลับบ้านแน่ๆหรอก อ่านแล้วอย่าพึ่งท้อนะครับ ของทุกอย่างมันเริ่มหัดกันได้ ใช่ว่าสัตว์เลื้อยคลาน ทุกชนิดจะมีการเลี้ยงที่ยุ่งยากอย่างที่ผมกล่าว หลายๆชนิดที่มีการปรับตัวได้ดีในที่เลี้ยงและสามารถออกลูกออกหลานได้ และลูกๆของมันเหล่านั้น จะสามารถ ปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นในที่เลี้ยง สัตว์พวกนี้หละครับที่เหมาะสำหรับผู้คิดจะเริ่มเลี้ยง ซึ่งตัวอย่าง อาทิเช่น Leopard Geckos, Blue Tongued Skins, Green Anoles หรืองู หลายๆชนิดที่คุณสามารถเริ่มเลี้ยงได้ เช่นพวก King Corn Milk snake หรือพวก Ball Pythons งูเหล่านี้เหมาะสำหรับมือใหม่ แต่ถึงแม้ว่าเจ้าพวกนี้สามารถปรับตัวได้ดีในที่เลี้ยงขนาดไหน แต่มันก็ไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วๆไป ข้อสำคัญที่สุดของการ เลี้ยงสัตว์ก็คือ จงศึกษาลักษณะนิสัย การเป็นอยู่ในธรรมชาติของมันให้ดีก่อนที่จะนำมันมาเลี้ยง การที่คุณเข้าใจมัน เท่ากับคุณประสบความสำเร็จ ไปกว่าครึ่งแล้วหละครับ

-----------------------------------------------------------

 

ข้อพึงระมัดระวัง และข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน

ปัจจุบันความนิยมในการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานสูงขึ้นมากไม่ว่าจะเป็นเต่า งู กิ้งก่า แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าในความสวยงามของสัตว์เหล่านี้จะมีความอันตรายบางอย่างแฝงอยู่โดยที่ผู้เลี้ยงไม่รู้ตัว

 

                เชื้อ Salmonella เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งจะพบอยู่ในทางเดินอาหารของสัตว์เลื้อยคลานและสามารถขับเชื้อออกมาสู่สิ่งแวดล้อมจากอุจจาระ โดยจากการศึกษาพบว่า 85% ของเต่า 77% ของสัตว์ในกลุ่มกิ้งก่า และ 92 % ของงู จะเป็นพาหะของเชื้อ Salmonella spp. ซึ่งมักจะไม่แสดงอาการป่วยให้พบ แต่สามารถทำให้เกิดอาการป่วยในมนุษย์

 

                การติดเชื้อ Salmonella จากสัตว์เลื้อยคลานไปสู่มนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์สัมผัสกับสัตว์เลื้อยคลานโดยตรงหรือสิ่งของ อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ Salmonella เมื่อสัมผัสกับอาหารหรืออะไรก็ตามที่เอาเข้าปาก เช่น บุหรี่ ก็จะทำให้เกิดการติดโรค

 

                อาการจะขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไป ภูมิคุ้มกันและสุขภาพของผู้ได้รับเชื้อโดยคนที่มีสุขภาพร่างกายปรกติ แข็งแรงมักจะไม่มีอาการรุนแรงมาก อาจหายได้เอง อาการที่มักจะพบคือ ท้องร่วง ปวดท้อง มีไข้ อย่างไรก็ตามเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปยังระบบประสาท ไขกระดูก จะทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความรุนแรงถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ ผู้ป่วย HIV ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เด็กและคนชรา จะมีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงและอาการของโรคมักจะรุนแรง

 

                การให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถทำลายเชื้อไปจากตัวสัตว์เลื้อยคลานได้หมด และอาจจะทำให้เชื้อดื้อต่อยาในเวลาต่อมา ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมและง่ายที่สุดคือ สุขศาสตร์ที่ดีของผู้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานเป็นสิ่งที่จำเป็น

 

 

 

          The centers for disease control (CDC) ได้แนะนำวิธีที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ salmonella จากสัตว์เลื้อยคลานมาสู่มนุษย์ดังนี้

 

          - สัตวแพทย์ กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน ผู้จำหน่าย ควรจะเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารแก่ ผู้เลี้ยงท่านอื่นๆ ถึงความรุนแรงและความเสี่ยงของการติดเชื้อ Salmonella จากสัตว์เลื้อยคลาน

 

          - ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลังจากสัมผัสสัตว์เลื้อยคลาน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน

 

          - ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ Salmonella เช่น ผู้ป่วย HIV ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เด็กและคนชรา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์เลื้อยคลาน

 

          - ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานในบริเวณศูนย์ดูแลเด็ก

 

          - ไม่ควรเลี้ยงปล่อยอิสระภายในบ้าน

 

          - ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานไว้ใกล้บริเวณครัวหรือบริเวณประกอบอาหาร

---------------------------------------

 

จัดการสภาวะขาดน้ำในสัตว์เลื้อยคลานอย่างไร?

 

โดยพื้นฐานของสัตว์เลื้อยคลานนั้น  มีปริมาณน้ำในร่างกาย แบ่งออกเป็น สองส่วนใหญ่ๆ  คือ Intracellular fluid (น้ำในเซลล์) และ Extracellular fluid (น้ำนอกเซลล์) โดยมีปริมาณน้ำในเซลล์ หรือ intracellular fluid อยู่ระหว่าง 45.8-58 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว 

หากเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว พบว่า สัตว์เลื้อยคลาน มีปริมาณน้ำที่ไหลเวียนในร่างกายและน้ำที่อยู่นอกเซลล์  (extracellular and Circulating fluid) น้อยกว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammals)

ดังนั้น  การให้สารน้ำในสัตว์กลุ่มนี้  จึงต้องคำนวณและปริมาณการให้ไม่ให้สารน้ำมากเกินความต้องการของร่างกาย ชนิดของสารน้ำที่ให้เข้าร่างกาย (hypotonic) และต้องชั่งน้ำหนักสัตว์ทุกครั้งในการรักษาหรือเมื่อต้องให้สารน้ำเข้าร่างกาย

วิธีการที่ง่ายที่สุด เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำในเต่าบก (tortoises)  สามารถเตรียมถาดน้ำอุ่นมาวางไว้ แล้วจับเต่าลงไปแช่ในน้ำอุ่น นาน 30 นาที ทำวันละ 3-4 ครั้ง

(ระวัง ปริมาณน้ำ อย่าให้ท่วมหัวและจมูก  เต่าบกสามารถจมน้ำและตายได้) 

สัตว์ในกลุ่มเต่า (Chelonians)  ต้องการน้ำที่ใช้แช่ตัวใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกายตามชนิดของเต่านั้น เนื่องจาก เต่าสามารถดูดซึมน้ำผ่านเข้าร่างกายทางช่องขับถ่ายของเสีย (Cloaca) ได้

และ อีกวิธี คือ การสอดท่อผ่านหลอดอาหาร แล้วใช้ไซริงค์ต่อป้อนดันน้ำเข้าไปสู่กระเพาะ โดยวัดความยาวของสายให้อาหารไปจนถึงรอยต่อของกระดองท้องส่วนอก (plastron) กับส่วนท้อง จะอยู่ในตำแหน่งด้านซ้ายของหัวใจ โดยหัวใจจะวางอยู่กึ่งกลางรอยแบ่งพอดี กระเพาะอาหารจะวางเป็นแนวยาวจนมาถึงรอยต่อช่วงเชิงกราน

สูตร Parenteral Administration  สำหรับ Reptiles

สามารถเตรียมได้โดยใช้สูตร อย่างละ ส่วน ดังนี้

5% Dextrose in 0.9% NSS + Ringer’s solution + Water for injection

การให้สารน้ำในปริมาณมากๆ เข้าทางเส้นเลือดดำ (intravenously)  ในสัตว์เลื้อยคลานนั้น ไม่ค่อยนิยม พบได้น้อยครั้งมาก  แต่สามารถเลือกให้โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง (intracoelomic) แทน

ในอิกัวน่า (common iguana)  สารน้ำทดแทนสามารถให้ได้ง่าย โดยผ่านทางกระดูก tibia (intraosseous) โดยการเช็ดผิวหนังบริเวณหัวกระดูก tibia ให้สะอาดด้วย povidone-iodine และใช้ spinal needle แทงเข้าไขกระดูก จากนั้นก็ค่อยๆให้สารน้ำเข้าไปในโพรงกระดูก (medullary cavity)

 

อย่าลืมให้ความสำคัญ เรื่อง ความสะอาด ก่อนทำอะไรเข้าไปในตัวสัตว์ละกันครับ เพราะ กลุ่มสัตว์เลื้อยคลานนั้น ไวต่อการติดเชื้อเข้าไปแล้วเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ (septicemia) เป็นอย่างมาก   ลำพังแค่การใช้แอลกอฮอล์เช็ดอาจไม่เพียงพอ  ควรเช็ดทำความสะอาดผิวหนังด้วย povidone- iodine และ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยอาจใช้แปรงขัดถูให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

 

-------------------------------------------

กระดองเต่าบอกอายุ

 

ลักษณะเด่นของเต่าอย่างหนึ่งก็คือ กระดอง ซึ่งเอาไว้ใช้สำหรับซ่อนตัวเวลามีอันตราย กระดองเต่านั้น จะขยายขนาดขึ้นตามอายุ ยิ่งอายุมากกระดองก็จะยิ่งโตขึ้น กระดองของเต่านั้นเป็นเกล็ดชิ้นเล็กๆ ต่อกันเป็นระเบียบ และแผ่นเกร็ดนี้ก็จะขยายขนาดตามกระดองด้วย รอยที่เห็นเป็นวงๆ ซ้อนกันนี้มี ลักษณะคล้ายวงปีของต้นไม้นั่นเอง

 

              การนับอายุเต่านั้นจะนับจากข้างในออกมาข้างนอก เริ่มจากวงตรงกลางกระดองเต่าจะเห็นเป็นขอบเป็นวงออกมาเรื่อยๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณไว้ว่าขนาดของวงปีที่เพิ่มขึ้น 1 วงนั้นเท่ากับจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น 1 ปี และอาจจะเดาสภาพความสมบูรณ์ของเต่าในช่วงอายุต่างๆ กันได้อีกด้วย เช่น ถ้าช่วงไหนอาหารการกินสมบูรณ์วงก็จะกว้าง และถ้าวงแคบก็แสดงว่าช่วงนั้น เต่าหาอาหารได้น้อยจึงทำให้โตช้า แต่การคำนวณอายุของเต่าที่มีอายุมากๆ นั้นจะลำบากเพราะการเพิ่มขึ้นของวงปีจะมีน้อยมากจนสังเกตได้ยาก

 

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากรู้ว่าเต่าอายุกี่ปีก็ลองดูที่กระดองกันได้

-------------------------------------------

อนุรักษ์เต่าแบบชาวบ้าน

 

คุณลุงสวัสดิ์ เปาทุย ผู้เฒ่าวัย 70ปี ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มต้นการเลี้ยงและอนุรักษ์เต่ามานานกว่า 5 ปีแล้ว เลี้ยงด้วยความสงสารที่เห็นคนจับปลาและเต่าในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยการใช้ไฟฟ้าช็อต

   

             หลายคนยังไม่ทราบว่าจากประสบการณ์ของคุณลุงสวัสดิ์ทำให้ทราบว่าเต่าที่ถูกไฟฟ้าช็อตนั้นมีผลทำให้เลือดในตัวเต่าสุก เมื่อ  นำมาเลี้ยงจะมีลักษณะอาการเซื่องซึม ไม่กินอาหารอยู่ได้ไม่นานก็จะตายในที่สุด ถึงแม้บางตัวอาจจะรอดตายบ้างแต่ก็ไม่สามารถให้ไข่ได้ จากความสงสารคุณลุงสวัสดิ์จึงขอรับซื้อเต่าที่ชาวบ้านจับมาขายแต่ต้องไม่ถูกไฟ ฟ้าช็อต จะรับซื้อในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท

 

             ปัจจุบันคุณลุงสวัสดิ์เลี้ยงเต่าในเชิงอนุรักษ์ประมาณ 100 ตัวเศษ เลี้ยงอยู่หลายพันธุ์ อาทิ เต่าดำ, เต่าจักรและเต่าหับ เป็นต้น แต่จะเป็นเต่าดำมากที่สุด ลักษณะของเต่าดำ บางท้องที่เรียกเต่าแก้มขาวหรือบางคนอาจจะเรียกเต่ากา เต่าดำจัดเป็นเต่าขนาดเล็กมีกระดอง หัว หางและขามีสีดำ มีแต้มขาวเหนือตา แก้มและตามใบหน้าอีกหลายแห่ง กระดองท้องสีดำปนครีม หนังตามีสีนวล ความแตกต่างระหว่างเพศ เมื่อตัวเต็มวัยจะแยกเพศได้โดยดูจากบริเวณกระดอง เต่าตัวผู้กระดองท้องจะไม่เรียบ และเป็นรอยบุ๋มเว้าเข้าไปเพื่อสะดวกใน การเกาะกระดองหลังตัวเมียในการผสมพันธุ์

 

             ในประเทศไทยยังพบเต่าดำได้ในภาคกลางและภาคใต้ พฤติกรรมการอยู่อาศัยจะขึ้นบกในเวลากลางคืนเพื่อวางไข่หรือผสมพันธุ์หรือย้ายที่ทำมาหากิน ในเวลากลางวันมักจะหมกตัวอยู่ในที่รก ชื้นแฉะหรือตามโคลนใต้น้ำ ในบรรดาเต่าประมาณ 100 ตัวเศษที่คุณลุงสวัสดิ์เลี้ยงไว้นั้นจะมีอายุที่แตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ปี บางตัวเป็นเต่ารุ่นหนุ่มสาวและที่มีอายุเกิน 100 ปี มีอยู่ถึง 10 ตัว

  สภาพในบ่อเลี้ยงเต่าของคุณลุงสวัสดิ์จะมี การเปลี่ยนถ่ายน้ำวันละ  2 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าของทุกวัน เนื่องจากเต่า จัดเป็นสัตว์ที่ถ่ายบ่อยและมีปริมาณมาก อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงเต่านั้นจะมีทั้งเนื้อหมู หอย ผลฝรั่งและผักบุ้งสับ โดยเฉพาะอาหารหลักของเต่าคือผักบุ้งสับ

   

             เวลาให้ผักบุ้งสับจะต้องเทสาดไปยังพื้นน้ำของบ่อเลี้ยงเต่า ถ้าเทลงบนพื้นดิน  เต่าจะไม่กิน ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผักบุ้งควรสับเฉพาะยอดอ่อน (เต่าจะกินเฉพาะยอดอ่อนเท่านั้น) พ่อค้าจะมาส่งผักบุ้งให้ที่บ้านคุณลุงสวัสดิ์ครั้งละ 1 ลำเรือเป็นเงิน 120 บาทและใช้เลี้ยงเต่าได้ 3 วัน เฉลี่ยค่าผักบุ้งที่ใช้เลี้ยงเต่าวันละ 40 บาท สำหรับอาหารเสริม   จะให้ผลฝรั่งที่  ตกเกรดและควรให้ ทั้งผลไม่ควรสับให้เละ คุณลุงสวัสดิ์บอกว่าอาหารที่ให้กับเต่าในแต่ละวันนั้นไม่สามารถบอกได้ว่ากินไปในปริมาณเท่าใด รู้เพียงแต่ว่าถ้าเต่ากินอิ่มก็จะหยุดเอง

   

             คุณลุงสวัสดิ์จะเลี้ยงเต่าเพื่อเน้นการอนุรักษ์ไม่มีการค้าขาย ในเวลา 5 ปีที่เลี้ยงเต่ามาคุณลุงสวัสดิ์รู้สึกสบายใจ ชีวิตมีความสุข ไม่เจ็บป่วยไข้ถึงแม้จะเป็นความเชื่อก็ตาม

--------------------------------------

การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

 

สำหรับร้าน คาสสิบา ฮัท (Kassiba Hut) ดูเหมือนจะอยู่คู่กับเว็บเรามาตั้งแต่เริ่มทีเดียวนะครับ ซึ่งให้การสนับสนุนกับเว็บเราเรื่อยมา มาครั้งนี้ ทางคุณหนุ่มเจ้าของร้านก็ได้ให้เกียรติกับทางเว็บนำบทความเกี่ยวกับคามิเลี่ยนมาให้เราได้อ่านกัน โดยผู้เขียนก็ไม่ใช่ใครเป็นเจ้าของร้านที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี คุณหนุ่ม นั่นเองซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ขายแล้ว คุณหนุ่มเองยังมีฟาร์มเพาะพันธุ์คาร์เมเลี่ยนของตัวเองอีกด้วย ทำให้มีประสบการณ์ทั้งการเลี้ยงและเพาะพันธุ์เป็นอย่างดี ทั้งจากการศึกษาค้นคว้า และประสบการณ์ที่ได้ประสบกับตัวเองนำมาบอกเล่ากันในวันนี้

 

การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (The reproduction of Chameleons)

 

          วิธีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Chameleons) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด รูปร่างก็ต่างๆกัน แนวทางการนำเข้าสัตว์จากต่างถิ่นเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งได้รับการอนุญาตจากหน่วยงาน CITES (CITES ย่อมาจาก Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายอนุสัญญาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องการค้าและการจำกัดจำนวนสัตว์ป่าและพืชป่าที่จะออกจากประเทศต้นกำเนิดไปยังประเทศปลายทางที่ต้องการนำเข้าสัตว์ป่าและพืชป่าของกรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน มีหลากหลายชนิดด้วยกันซึ่งแตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา มาดากัสการ์ บางชนิดอาศัยอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง และบางชนิดอาศัยอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศอินเดีย กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะพบได้ที่ทะเลทราย ป่าดิบชื้น และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ การที่กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนอาศัยอยู่ในพื้นที่หรือลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกันไปนั้น เนื่องจากกิ้งก่าชนิดนี้มีลักษณะพิเศษเด่นในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านสัณฐานและลักษณะกายวิภาคที่แตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆทั่วไป ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสำรวจว่าตัวมันเองต้องการและชอบอาศัยอยู่อย่างไร อาทิเช่น กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนขนาดเล็ก ได้แก่ Genii Chameleo, Bradypodion และ Brookesia ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนประเภทนี้จะขึ้นบัญชีสัตว์ป่าประเภทสอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสนธิสัญญา CITES และมี Brookesia permata จัดอยู่บัญชีสัตว์ป่าประเภทหนึ่ง (Appendix I ) ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนชนิดนี้ไม่สามารถจำหน่ายได้

 

เทคนิคการเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Techniques induction breeding in chameleonids)

 

         กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีหลากหลายชนิดที่สามารถเพาะพันธุ์ในประเทศไทยได้ และมีแนวโน้มของความต้องการของลูกค้าต่างชาติสูง และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนหลายชนิดที่ชอบอากาศเย็น และมีโรงเรือนระบบปิดหรือในร่ม (Indoor) และมีการควบคุมอุณหภูมิความชื้น การถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งให้สอดคล้องกับความต้องการของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนตามหลักวิชาการ การจัดการฟาร์มตัวอย่างของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนที่เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศในประเทศไทย ได้แก่กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเวลล์ (Chameleo calyptratus), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนแพนเทอร์ (Chameleo padalis), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมิลเลอร์ (Chameleo melleri), กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนคาร์เพท (Chameleo lateralis) และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนอุสตาเลท (Chameleo oustaleti) และพันธุ์ อื่นๆที่สามารถทนสภาวะแวดล้อมเมืองไทยได้

 

การวางไข่ของคาร์เมเลี่ยน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

 

1. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นไข่ ( egg layers ) ซึ่งหลังจากวางไข่แล้วจะใช้ระยะเวลาหนึ่ง ไข่จึงจะฟักเป็นตัว เช่น เวลล์ แพนเทอร์ คาร์เพท

2. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นตัว ( life born )

 

วิธีการสังเกตว่าคาร์เมเลี่ยนสามารถเพาะพันธุ์ได้

 

1. การแสดงออกของการเป็นสัด ซึ่งสังเกตจากตัวผู้จะมีพฤติกรรมผงกหัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย ส่วนตัวเมียจะมีอาการอยู่นิ่ง

     พร้อมที่จะให้ตัวผู้เข้าผสมพันธุ์

2. ตัวผู้จะเข้าผสมพันธุ์กับตัวเมีย (mating periods)

3. ตัวเมียหลังถูกตัวผู้ผสมพันธุ์ แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นของลำตัวและตั้งท้องจนออกไข่ หรือกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนบางชนิดจะออกลูกเป็น

    ตัวตามสายพันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

 

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยมีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้

 

- พ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี ไม่มีอาการขาดน้ำ

- แม่พันธุ์จำเป็นอบย่างยิ่งที่จะต้องมีการสะสมไขมันในร่างกายและสุขภาพแข็งแรง

- ควรเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่พิการ

- พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีอาการบาดเจ็บ หรือเป็นพาหะนำโรค

- พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีพยาธิต่างๆ โดยสังเกตจากมูลที่ถ่ายออกมาหรือทำการตรวจหาพยาธิในเลือด (Blood check) เพื่อตรวจหาปรสิตบางตัว

  เช่น Microfilarids, Hematozoans หรือการตรวจสมดุลย์ของสารอินทรีย์ในร่างกาย เช่น การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว

 

 

การดูแลพ่อแม่พันธุ์

 

         หลังจากที่มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งจะต้องมีการนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดยพ่อแม่พันธุ์จะต้องมีใบอนุญาตนำออกของประเทศต้นทางและใบนำเข้าของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานอนุสัญญา CITES ในประเทศไทย ลูกที่เพาะพันธุ์ได้ต้องทำการขึ้นทะเบียนแจ้งจำนวนเพิ่มและทำเครื่องหมายของลูกกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต่อไป ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามานี้จำเป็นต้องมีการดูแลในเรื่องสุขภาพก่อนที่จะทำการเพาะพันธุ์ ปัญหาที่ควรทำการรักษาและดูแลอย่างยิ่งคือ เรื่องปรสิต ควรทำการกำจัดพยาธิหรือปรสิตอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ โดยให้สัตวแพทย์ทำการรักษา ซึ่งในการักษาสามารถหาซื้อยาได้ทั่วไปตามโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆซึ่งมีราคาถูก มีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิและปรสิตต่างๆ และจะมีผลกระทบข้างเคียงกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนน้อยมาก สำหรับอาการป่วยของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสังเกตได้จากจะมีตุ่มตามตัว ควรดูแลตัวเขาไม่ให้เปียกตลอดเวลา ให้ถูกแสงแดดมากขึ้น ให้ Antibiotic cream ทุกเช้าจนกว่าผิวหนังจะเปลี่ยนและหายไปเอง และบางครั้งคาร์เมเลี่ยนอาจมีอาการป่วยจากการขาดน้ำ เราสารมารถสังเกตได้โดยดูที่ท้องมักจะลึกลงไป ตาลึก เราควรให้น้ำมากขึ้น ในส่วนสัตว์อื่นที่มาใหม่เราจะให้ยาถ่ายพยาธิหรือบางกรณีก็จะมีการผ่าตัดเอาพยาธิออกด้วยเช่นกัน

 

การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Husbandry of Chameleons)

 

         การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน เราสามารถแบ่งทำการเพาะเลี้ยงได้ออกเป็น 2 ระบบ คือระบบเปิด (outdoor cages system) โดยเลี้ยงในโรงเรือนเปิด ซึ่งควรเลือกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศที่ใช้เลี้ยง ระบบที่สองเลี้ยงในระบบปิด (indoor cages system) โดยจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน พันธุ์ที่ต้องการลักษณะภูมิอากาศพิเศษ เช่น เย็นชื้น ซึ่งการเลี้ยงด้วยระบบนี้จะต้องมีการควบคุมในเรื่องของความชื้น อุณหภูมิและการถ่ายเทของอากาศภายในโรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยง

 

1. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนระบบเปิด (outdoor encloser) โรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยงคาร์เมเลี่ยนแบบนี้จะต้องมีโครงสร้างแข็งแรง ทนทาน เลี้ยงนอกบ้านหรือกลางแจ้งโดยมีต้นไม้อยู่ด้านในกรงเพื่อเป็นที่อยู่ของคาร์เมเลี่ยน สิ่งที่สำคัญของโรงเรือนคือ ต้องแข็งแรง มิดชิด ป้องกันการเข้ามาของสัตว์อื่นๆที่จะมาทำอันตรายให้กับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ เช่น งู หนู นก แมว สุนัข เป็นต้น ด้านโครงสร้างของโรงเรือนควรเป็นเหล็กขนาดใหญ่ และมีตาข่ายป้องกันยุงและแมลงต่างๆ มีแผ่นพลาสติกคลุมด้านบนของโรงเรือนเพื่อป้องกันฝนตก หรือเพื่อควบคุมความชื้นภายในกรง ต้นไม้ควรเลือกที่มีใบมากๆจะสามารถรับหยดน้ำที่สเปรย์ให้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนดื่มน้ำได้เป็นอย่างดี เช่น ต้นโมกข์ ต้นแก้ว

 

2. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเลี้ยงในระบบปิด (indoor encloser) เราจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนในห้องที่ร่ม สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีหลอดไฟ metal halides ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้จะมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) และรังสีอินฟาเรด (IR) นอกจากนี้จะมีระบบการสเปรย์น้ำ (misting system) และระบบทำความชื้น (humidifying system) ซึ่งควรใช้ระบบน้ำวน (osmosis water system) นอกจากนี้ควรใช้เครื่องปรับอากาศ (air conditioning unit) เพื่อควบคุมอุณหภูมิซึ่งโรงเรือนที่เลี้ยงอาจมีการย่อยหลายๆโรงก็ได้ เพื่อแยกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

 

การดูแลพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนก่อนที่จะนำมาเพาะพันธุ์

(Preparing the chameleons for breeding)

 

1. พื้นที่ในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนควรมีขนาดใหญ่และกว้างขวางพอเท่าที่จะทำได้

2. การควบคุมอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมแตกต่างกันไป

3. อาหารและน้ำควรเตรียมอาหารที่หลากหลายส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกแมลงบางชนิดอาจให้อาหารจำพวกลูกหนู ลูกนกได้ถ้าเป็นกิ้งก่า

    คาร์เมเลี่ยนชนิดที่มีขนาดใหญ่

4. ตัวเมียที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี มีภาวะการเจริญเต็มวัย (sexual maturity) อย่างสมบูรณ์ตัวผู้ที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ บางชนิดตอนกลางคืนจะต้องมีการลดอุณหภูมิเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน สิ่งที่เกิดพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมีย

 

 

หลักการให้อาหารพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

 

          กิ้งก่าเพศเมียจะผลิตฮอร์โมนเพสเมีย เอสโตรเจน โดยอาศัยพลังงานและสารอาหารต่างๆ เพื่อที่จะไปช่วยผลิตไข่และเกิดการตกไข่ในเพศเมีย สารอาหารที่จำเป็นในระบบสืบพันธุ์เพสเมีย ได้แก่ โปรตีน ซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโนชนิดต่างๆ นอกจากนี้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนยังต้องการกรดไขมัน และสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ สารอาหารต่างๆเหล่านี้จะไปเลี้ยงให้กับตัวอ่อนของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งอาจจะไปสะสมในไข่แดง สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นไข่ หรือสารอาหารต่างๆเหล่านี้ผ่านไปยังตัวอ่อนของ  กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนทางรก (placentas) สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นตัว

 

ประเภทอาหารทีมีคุณค่าทางโภชนการสูงสำหรับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

 

         กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่กินเนื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะกินแมลงเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ยังกินสัตว์น้ำเล็กๆ เช่น หอย, กิ้งก่าตัวเล็ก, ลูกนกฅ ลูกหนู นิยมเลี้ยงด้วยจิ้งหรีด นอกจากนี้แมลงและหนอนชนิดต่างๆ สามารถเป็นอาหารของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ ซึ่งหาได้ทั่วไป ได้แก่

                - หนอนไหม (Silkworms)

                - หนอนยักษ์ (Giant mealworms)

                - แมลงวันบ้าน (House flies

                - แมลงหวี่ ( Fruit flies)

                - หนอนรังผึ้ง (Wax worms)

          กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการโปรตีนในการเลี้ยงตัวอ่อน และช่วยในการสร้างไข่ ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการสารอาหารปริมาณที่เหมาะสม ส่วนในเพศผู้ต้องการโปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างน้ำเชื้อ

 

        สุดท้ายอยากฝากถึงผู้เลี้ยงทุกท่านนะครับว่าการเลี้ยงคาร์เมเลี่ยนนั้นควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพราะว่ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่มีความทนทานน้อยกว่าสัตว์เลื้อยคลานประเภทอื่นๆ ซึ่งผมหวังว่าบทความเหล่านี้คงจะพอเป็นแนวทางให้ท่านที่ต้องการเพาะพันธุ์หรือ ต้องการศึกษาข้อมูลได้บ้าง หรือมีข้อสงสัยอะไรที่ผมไม่อาจบรรยายในนี้ได้หมด ขอเชิญเข้ามาปรึกษาที่ร้านได้ตลอดเลยนะครับ

 

Read 157634 times

Super User